วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อย่าคาดหมายผลที่จะพึงเกิดขึ้น

อย่าคาดหมายผลที่จะพึงเกิดขึ้น

การตั้งเป้าหรือคาดหมายผลในการภาวนานั้นเป็นเหตุให้กั้นจิตไม่ให้สงบได้ ดังนั้นจึงควรทำไปตามปกติเพื่อสร้างสมสติปัญญาไปตามลำดับ ข้อนี้ ดังจะเห็นได้จากคำสอนของครูบาอาจารย์เช่นดังที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้กล่าวไว้ใน หนังสือปฏิปทาพระธุดงค์กัมมัฏฐาน ดังมีข้อความดังนี้
“การบริกรรมภาวนาในธรรมบทใดก็ตาม กรุณาอย่าคาดหมายผลที่จะพึงบังเกิดขึ้นในเวลานั้น  เช่น ความสงบจะเกิดขึ้นในลักษณะนั้น นิมิตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในเวลานั้น หรืออาจจะเห็นนรกสวรรค์ขุมใดหรือชั้นใดในเวลานั้น เป็นต้น นั่นเป็นการคาดคะเนหรือด้นเดาซึ่งเป็นการก่อความไม่สงบให้แก่ใจเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรจากการวาดภาพนั้นเลย และอาจทำใจให้ท้อถอยหรือหวาดกลัวไปต่างๆ  ซึ่งผิดจากความมุ่งหมายของการภาวนาโดยถูกทางที่ท่านสอนไว้

ที่ถูกควรตั้งจิตกับสติไว้เฉพาะหน้า  มีคำบริกรรมเป็นอารมณ์ของใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีใจกับสติต่ออยู่กับคำบริกรรม เช่น พุทโธ ๆ สืบเนื่องกันไปด้วยความมีสติ และพยายามทำความรู้สึกตัวอยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ อย่าให้จิตเผลอตัวไปสู่อารมณ์อื่น  ระหว่างจิต สติ กำกับคำบริกรรมมีความสืบต่อกลมกลืนกันได้เพียงไร ยิ่งเป็นความมุ่งหมายของการภาวนาเพียงนั้น  ผลคือความสงบเย็นหรืออื่นๆ  ที่แปลกประหลาดไม่เคยพบเห็น  อันจะพึงเกิดขึ้นให้ชมตามนิสัยวาสนาในเวลานั้นจะเกิดขึ้นเอง  เพราะอำนาจของการรักษาจิตกับคำบริกรรมไว้ได้ด้วยสตินั่นแล จะมีอะไรมาบันดาลให้เป็นขึ้นไม่ได้”

วิธีนึกคำบริกรรมภาวนา

วิธีนึกคำบริกรรมภาวนา

วิธีนึกบริกรรมภาวนา นับว่าเป็นส่วนสำคัญมากในการภาวนา หากเราไม่รู้วิธีนึกคำบริกรรมที่ถูกต้องแล้ว การภาวนาแทนที่จะมีผลน่าพึงใจ กลับกลายเป็นว่างเปล่าผิดทาง ดังนั้นจึงจะขอนำเอาคำสอนที่พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวสอนไว้ในหนังสือ”ปฏิปทาพระธุดงค์กัมมัฏฐาน” มาให้ศึกษาดังต่อไปนี้


“วิธีนึกคำบริกรรมภาวนา การนึกคำบริกรรมภาวนานั้นจะนึกกับธรรมบทใดบทหนึ่งตามนิสัยชองดังกล่าวแล้วก็ได้ เช่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๓ จบ แล้วกำหนดเอาเพียงบทเดียวติดต่อกันไปด้วยความมีสติ แต่จะกำหนดธรรมบทใดก็ตามนอกจากสามบทนี้ ก่อนจะเจริญธรรมบทนั้นๆ ทุกครั้ง ควรเจริญรำลึกธรรมสามบทคือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ ครั้ง อันเป็นองค์พระรัตนตรัยก่อน จากนั้นค่อยบริกรรมบทที่ตนต้องการต่อไป เช่น อานาปานสติ หรือ อัฐิ หรือ ตโจฯ เป็นต้น การที่ท่านให้มีคำบริกรรมภาวนาเป็นบทๆ กำกับใจในเวลานั้นหรือเวลาอื่นก็เพื่อเป็นอารมณ์เครื่องยึดของใจในเวลาต้องการความสงบ เพราะใจเป็นของละเอียดตามธรรมชาติ ทั้งยังไม่สามารถจะพึงตัวเองได้ เนื่องจากจิตยังไม่เป็นตัวของตัวโดยสมบูรณ์ดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่าน  จำต้องมีบทเป็นคำบริกรรมเพื่อผูกใจหรือเพื่อเป็นอารมณ์ของใจเวลานั้น”

วิธีตั้งจิตในการภาวนา

วิธีตั้งจิตในการภาวนา


การภาวนานั้น หากตั้งจิตไม่ถูกแล้ว การภาวนาก็จะไม่มีผลดีเท่าที่ควร จึงควรศึกษาวิธีการตั้งจิตหรือวางจิตที่ท่านสอนเอาไว้ ดังปรากฏในหนังสือ “ ปฏิปทาพระธุดงค์กัมมัฏฐาน” โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ดังนี้

“ การเริ่มต้นทางจิตภาวนราพึงตั้งความรู้สึก คือ จิตลงเฉพาะหน้าที่เรียกว่า ปัจจุบันธรรม  อันเป็นทางรู้ความเคลื่อนไหวของจิต ของธรรมารมณ์ต่างๆ ดีชั่ว ได้ดีในเวลานั้นมากกว่าในเวลาอื่นๆ คือ ตั้งจิตลงเฉพาะหน้า มีสติ คือ ความระลึกรู้อยู่กับใจอันเป็นการเตือนตนให้รู้ว่าจะเริ่มทำงานในขณะนั้น กรุณาระวังไม่ให้จิตส่งออกไปสู่อารมณ์ต่างๆ ทั้งอดีต อนาคต ทั้งดีและชั่ว ที่นอกจากงานบริกรรมภาวนาซึ่งกำลังทำอยู่ในเวลานั้น”

วิธีตั้งสติเฉพาะหน้า

วิธีตั้งสติเฉพาะหน้า


เรืองการตั้งสติเฉพาะหน้า หลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจว่าคือทำอย่างไร เพื่อให้ได้เข้าใจโดยกระจ่างชัด จะขอนำเอาคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวที่ท่านแนะนำเอาไว้ดังต่อไปนี้

“วิธีตั้งสติเฉพาะหน้า จิตเป็นผู้รู้โดยธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีความแยบคายใคร่ครวญในตัวเอง เป็นเพียงผู้รู้คิด รู้นึก รู้เย็น รู้ร้อน จากสิ่งสัมผัสต่างๆ เท่านั้น ไม่มีความแยบคายใคร่ครวญ ไม่รู้การพินิจพิจารณาและตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิดลงไปได้ คือ ไม่รู้จักผิดถูกชั่วดีโดยลำพังตนเอง จึงต้องอาศัยสติและปัญญารู้ตัว วินิจฉัยใคร่ครวญกำกับรักษา เพราะสติและปัญญามีอำนาจเหนือจิต สามารถรู้เท่าทันจิตที่คิดไปในอารมณ์ต่างๆ ได้ดี ฉะนั้น จึงควรกำหนดเอาสติ คือความระลึกรู้ชนิดหนึ่งที่มีอำนาจเหนือจิตนั้นมาไว้เฉพาะหน้า ทำหน้าที่กำหนดรู้และรักษาจิตไม่ให้ส่งไปอื่นจากอารมณ์ที่ภาวนา  การมีสติรักษาจิตอยู่ทุกระยะนั้น สติสัมปชัญญะจะพึงเป็นสมบัติที่ควรได้รับในวาระนั้น หรือในวาระต่อไปแน่นอน  การภาวนาด้วยบริกรรมกับธรรมบทใดบทหนึ่งนั้น  พึงให้เป็นไปตามจริตไม่ควรฝืน  ธรรมบทใดเป็นที่สบายใจในเวลานั้น  พึงนำธรรมบทนั้นมาบริกรรมภาวนาสืบต่อไป”

นั่งแล้วอย่ากังวลกับกาย

นั่งแล้วอย่ากังวลกับกาย

เมื่อภาวนาไปแล้วหลายคนอาจจะกังวลว่า กายเราจะยังตรงอยู่ไหมหนอ หากมีข้อสงสัยและข้องใจก็จงศึกษาวิธีการที่ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ท่านได้แนะนำไว้ดังนี้ว่า

“ เวลาทำหน้าที่ภาวนาต่อไปแล้ว กรุณาทำความสนใจกับหน้าที่นั้นอย่างเดียว ไม่พึงกลับมาทำความกังวลรักษาท่าสมาธิที่กำหนดไว้เดิม โดยเกรงท่านั่งนั้นจะเคลื่อนจากอาการเดิม เป็นการก้มเกินไปหรือเงยเกินไป เอียงซ้ายเกินไป เอียงขวาเกินไป ซึ่งเป็นการกังวลกับอาการทางกายมากกว่าทางจิต สมาธิภาวนาจะดำเนินไม่สะดวก ดังนั้น พอเริ่มต้นทางจิตภาวนาแล้ว จึงไม่ควรเป็นกังวลกับทางกาย ตั้งหน้าทำงานทางจิตต่อไปจนถึงวาระสุดท้ายแห่งการออกจากสมาธิภาวนา”

วิธีนั่งสมาธิ

วิธีนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธินั้นพระพุทธองค์ตรัสสอนให้นั่งขัดสมาธิตามแบบดังที่เราเห็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธินั่นแหละ คือ เอาขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายให้ตรง เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นขอนำเอาข้อความที่พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวได้สอนไว้ในหนังสือ ปฏิปทาพระธุดงค์กัมมัฏฐานว่า
“วิธีนั่งสมาธิภาวนาท่านสอนไว้ว่า พึงนั่งขัดสมาธิ คือนั่งขัดสมาธิตามแบบพระพุทธรูปองค์แทนศาสดา เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางมือทั้งสองไว้บนตักหรือบนสมาธิ ตั้งกายให้ตรงธรรมดา อย่าให้ก้มนักเงยนัก อย่าให้เอียงซ้ายเอียงขวาจนผิดธรรมดา ไม่กดหรือเกร็งอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นการบังคับกายให้ลำบาก ปล่อยวางอวัยวะทุกส่วนไว้ตามปกติ”


วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปฏิบัติบูชาภาวนา ณ วัดพระธาตุฮังฮุ้ง เชียงรุ้ง สิบสองปันนา

พระอาจารย์พระครูประกาศพุทธพากย์ปฏิบัติบูชาภาวนาที่พระธาตุฮังฮุ้ง เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา ยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน การภาวนานั้น ดำเนยินตามมรรคมีองค์ ๘ ประการ ในขั้นตอนของสมาธิจะต้องประกอบกระทำตามมรรค ๓ ข้อคือ ๑ สัมมาวายามะ ๒ สัมมาสติ ๓ สัมมาสมาธิ โดยเฉพราะอย่างยิ่งการปฏิบัติสัมมาสมาธินั้นจะต้องดำเนินไปตามลำดับที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร คือเริมจาก ฌานที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ตามลำดับ เมื่อสามารถทำฌานเข้าออกจนชำนาญที่เรียกว่าวสีแล้ว จึงเรียกได้ว่าเราได้ปฏิบัติมรรคข้อสัมมาสมาธิแล้ว อันเป็นบาทฐานที่จะสามารถดำเนินทางปัญญาต่อไป
สำหรับผู้ทีี่ฝึกใหม่นั้น พ่อแม่ครูอาจาสรย์หลวงตามหาบัวท่านได้แนะนำไว้ในหนังสือปฏิปทาพระธุดงค์กัมมัฏฐานว่า 
" กรุณากำหนดเวลาในการเดินจงกรมเอาเอง แต่กรุณากำหนดเผื่อเอาไว้บ้าง เวลากิเลสตัวร้อยเล่ห์พันลวงมาแอบขโมยเอาสิ่งของ จะได้เหลืิอคำภาวนาติดตัวเอาไว้บ้าง ขณะเดินจงกรมพึงกำหนดสติกับคำบริกรรมให้กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ประคองความเพียรด้วยสติสัมปชัญญะ มีใจแน่วแน่ต่อธรรมที่บริกรรม เช่นกำหนดพุทโธ ทุกระยะที่ก้าวเดินไปและถอยกลับมา ชื่อว่าผู้มีความเพียรในท่านั้นๆไม่ขาดวรรคขาดตอนไปในระหว่างตามที่ตนเข้าใจว่าบำเพ็ญเพียรผลคตือความสงบเย็น ถ้าจิตไม่เผลอตัวไปสู่อารมณ์อื่นในระหว่างเสียก่อน ผู้ภาวนาต้องหวังได้ครองความสุขใจในขณะนั้นหรือขณะใดขณะหนึ่งแน่นอน "


พระธาตุปางเยอ พระธาตุหมู่ ๑๓ องค์ ประจำราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง

พระธาตุปางเยอ เป็นพระธาตุหมู่ ๑๓ องค์ หมายถึง ธุดงค์ ๑๓ ข้อที่พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตไว้่เพื่อเป็นแนวปฏิบัติเพื่อความขัดเกลากิเลสอาสวะ พระธาตุองค์นี้่เป็นพระธาตุโบราณคู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน พระมหากษัตริย์ทุกๆพระองค์จะทรงทำนุบำรุงพระธาตุในฐานะพระธาตุประจำเมือง เป็นพระธาตุที่บรรจุพระเกศาธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่กราบไหว้บูบาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมาช้านาน แต่เมื่อกาลผ่านไปถึงสมัย ท่านเหมาเจอตุง ได้ทำการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยประกาศให้หยุดกิจกรรมทางศาสนาทั้งหมด และยึดศาสนสมบัติของสงฆ์เป็นของรัฐและบางแห่งก็ถูกเผาทำลาย มาบัดนี้ทางการจีนได้ผ่อนคลายมาตราการดังกล่าว จึงได้มอบคืนศาสนสมบัติให้ทางคณะสงฆ์  พระอาจารย์ตุ๊เจ้าขงแห่งเชียงรุ้งได้ไปเซ็นต์รับมอบมาจากรัฐบาลเป็นระยะเวลา ๒ ปีเข้านี้แล้ว ก็ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมเพื่อเป็นพุทธบูชาท่ามกลางความขาดแคลนทุกด้าน ณ บัดนี้ได้รื้อกุฏิเก่าออกกำแพงพระเจดีย์เพราะชำรุดใช้การไม่ได้ เป็นกุฏิไม้ และได้ทำการก่อสร้างเป็นศาลาที่พำนักสงฆ์เป็นสองชั้น แบ่งส่วนหนึ่งเป็นศาลาปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน แม้ได้ลงมือทำแล้ว จากความขาดแคลน แม้ค่าแรงของช่างที่มาทำการก่อสร้างก็ยังไม่มีให้ แต่เขาเหล่านั้นก็มีศรัทธาเต็มเปี่ยมในหัวใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พระอาจารย์พระครูประกาศพุทธพากย์ พระธรรมทูตสายต่างประเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม ได้แวะเวียนมาเยี่ยมดูแลอยู่สม่ำเสมอ เมื่อศาลาเสร็จแล้วก็จะทำห้องสุขาต่อไป จะจัดให้มีการฉลองศาลาและเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยไปร่วมงานครั้งนี้ด้วย 

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปู่ ย่า ของเผ่าอีก้อ

อีก้อ นับเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งกระจายอยู่ทั่วไป จีน พม่า ไทย ลาว มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ในภาพเป็นแนวคิดของอีก้อเกี่ยวกับกำเนิดของมนุษย์ที่เป็นประเพนีกราบไหว้ปู่ย่าของเขา ผีปูผีย่า เชื่อและนับถือกันมาแต่โบราณ ภาพนี้ถ่ายที่พิพิธภัณฑเผ่าอีก้อ บนเขา ปากทางที่จะขึ้นไปยังพระพุทธบาทที่พระพุทธองค์ประทานไว้ให้เหล่านาคราชกราบไหว้บูชาบนยอดเขาสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ป่าเขาลำเนาไพรในสิบสองปันนา

 
นี่คือป่าบนยอดเขาแห่งสิบสองปันนา ที่พระอาจารย์ได้นำพาคณะศิษย์นำโดยพระอาจารย์ตุ๊เจ้าขงแห่งเชียงรุ้งหรือเมืองอาฬวีในบรรพกาลสถานที่พระพุทธองค์มีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวเมืองและท่านอาฬวกะยักษ์ได้เสด็จมาจำพรรษาที่นี่ในพรรษาที่ ๑๖ แห่งปีการตรัสรู้ เหล่าเทพเจ้าทั้งหลายต่างชื่นชมยินดียิ่งในการขึ้นไปเยี่ยมเยือนถึงถิ่น โดยเฉพาะเหล่านาคราชทั้งหลายต่างก็ดีใจทั่วหน้ากัน แม้การเดินทางจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่เมื่อไปถึงแล้วต่างก็สดชื่นรื่นเริงในธรรมเป็นยิ่งเพราะได้เห็นความมีศรัทธาของเหล่าเทวดาและมนุษยทั้งหลายที่มีต่อพระพุทธศาสนามีความเคารพรักในพระพุทะองค์เป็นที่ยิ่ง

สถานทิพพิมาน

พระอาจารย์ได้พาขึ้นไปบนยอดเขาอันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา ข้างบนนั้นมีธารน้ำใสสะอาดไหลรินอยู่ชั่วนาตาปี 
ธารน้ำที่ใสเย็นทำให้น่าอาบสรงให้สดชื่นดียิ่งนัก รอบๆเต็มไปด้วยป่าไม่้นานาชนิดร่มรื่นสดชื่นสมกับเป็นแดนทิพพิมานโดยแท้ ในท่ามกลางป่าเขา นับเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาอย่างยิ่ง ยามใดก็ตามที่กำหนดจิตเข้่าสู่สมาธิ ความที่อาศัยป่าอันสงบสงัด สามารถเข้าถึงฌานที่ี ๓ โดยไม่ยาก ทำไมจึงเข้าถึงฌานที่ ๓ เพราะในฌานนี้ทำให้เราสามารถเห็นเหล่าเทพเทวดาที่มีกายเป็นทิพย์ได้ นี่เองทำให้เราหายสงสัยวาทำไมบรรดาบูพาจารย์กัมมัฏฐานทมั้งหลายจึงชอบอยู่ในป่าเขา เพราะการเหมาะสมในการบำเพ็ญภาวนาให้เกิดผลได้ดีกว่าสถานที่อันมีผู้คนพลุกพล่านนี่เอง หากเราได้ไปทดลองดูแล้วจะเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสให้ภิกษุทั้งหลายที่บวชใหม่พากันไปบำเพ็ญสมณะธรรมในป่าเสมอๆ แม้พ่อแม่ครูอาจารยของเราในปัจจุบันก็สอนแบบเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้คือให้เข้่าป่าบำเพ็ญภาวนา

ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในสิบสองปันนา

วัดเชียงป้อม ต.กาดทราย องเชียงรุ้ง จ.สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน คำว่าเชียงป้อม หมายถึงในสมัยบรรพกาลนั้น เป็นสถานที่ผู้คนนัดหมายมาประชุมกันที่นี่เป็นประจำ ป้อม มาจากคำว่าพร้อม ในภาษาไทย แต่ไทลือพูดพร้อมว่า ป้อม หลังจากได้มีการผ่อนคลายในเรื่องของศาสนาในประเทศจีน รัฐบาลก็นิมนต์ให้พระอาจารยผืตุ๊เจ้าขง ไปเซ็นต์รับวัดคืนมาเป็นของคณะสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ประกาศให้หยุดกิจกรรมทางศาสนามาตั้งแต่สมันการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่่งก็ได้เผาทำลายวัดและพระไตรปิฏกไปส่วนหนึ่ง แต่ประชาชนปกป้องศาสนสมบัติไว้สุดความสามารถ บางแห่งแกล้งเอาวัสวควายไปเลี้ยงในวัดและให้พระหนีออกไปหลบซ่อนอยู่ที่อื่นก่อน ก็พอระงับความรุถรแรงในเรื่องการเผาทำลายวัดลงได้จำนวนหนึ่ง บัดนี้บรรดาผู้เฒ่าแห่งสิบสองปันนาต่างดีใจที่พระพุทธศาสนาได้ส่งแสงเรืองรองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ต่างก(็พากันทุ่มเทบูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามที่พระอาจารย์ไปเซ็นต์รับกลับคืทนมาด้วยศรัทธาอันเต็มเปี่ยมล้นในหัวใจถวายไว้ในพระพุทธศาสนา 

โกโบต้าตัวอย่างการแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่

รุ่งอรุณเหนือ กทม ชีวิตผู้คนเริ่มสับสนวุ่นวายอีกครั้งหนึ่งเป็นวัฏฏจักรของคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มองออกไปไกลที่ทางด่วน ยังมีแสงไฟบอกทางเปิดอยู่ เพราะยังเช้า ปัญหาที่เราทั้งหลายต้องเผชิญประจำวันก็คือเรื่องการเดินทาง ปัญหาการจราจรที่ติดขัด ไม่มีผู้มีปัญญาแก้ไขให้ได้เป็นเวลานานแสนนานแล้ว การแก้แบบง่ายๆที่เมืองอื่นเขาแก้สำเร็จมาแล้ว เช่นกรณีเมืองโกโบต้ามีปัญหาหนักกว่าเราหลายเท่า แต่เขาโชคดีที่มีผู้ัมีปัญญา นักการเมืองที่มีสมองสามารถแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนได้ บัดนี้ชาวโกโบต้าเต็มไปด้วยความสุข แม้จะเป็นเมืองใหญ่ผู้คนหนานแน่นพอๆกันกับ กทม ก็ตาม พูดไปก็เหมือนด่า ถ้าไม่พูดก็ให้เขาคิดเองก็ไม่เป็น จึงต้เองพูด ต้องบอก ว่า ปัญหาการจราจรนั้น เขาแก้สำเร็จแล้วนะ ด้วยวิธีการอย่างนั้นๆ เราควรหันมามองตนเองเปรียบกับเขาว่า เขาก็คน เราก็คน เขาทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ เป็น นั้นก็คือการทำทางจักรยานให้ประชาชนได้ขี่สัญจรไปมาสะดวกในท้องถนน เมื่อผู้คนขี่จักรยาน อุบัติเหตุก็ไม่มี ชีวิตก็เป็นสุข

ศาลาพักสงฆ์ วัดพระธาตุปางเยอ เชียงรุ้ง สิบสองปันนา

ศาลาที่พักสงฆ์วัดพระธาตุปางเยอ กำลังก่อสร้างท่ามกลางความขาดแคลน แม้ค่าแรงคนงานก็ไม่มีจ่าย แต่พวกเขาก็มีศรัทธา ไม่มีค่าแรงก็ทำด้วยน้ำใจอันเสียสละ เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากถูกปิดไปเกือบครึุ่งศตวรรษ มาบัดนี้ทางการเริ่มผ่อนคลายโดยให้พระอาจารย์ไปเซ็นต์รับคืนมาอยู่เรือยๆ จนวัดในความดูแลมากมายมหาศาล ต้องอาศัยศรัทธาประชาชนเป็นผู้ช่วยกันบูรณะซ่อมแซมให้ดีดังเดิม

อาทิตย์อัศดงค์ที่เชียงรุ้ง

อาทิตย์อัศดงค์ที่เชียงรุ้ง

มองจากวัดพระธาตุฮังฮุ้ง อ.เชียงรุ้ง จ.สิบสองปันนา ยูนนาน จีน ท้องฟ้ายามอาทิตย์อัศดงค์ ขุนเขาสูงที่ล้อมรอบเมืองเชียงรุ้ง เป็นสถานที่สถิตแห่งเทพเจ้าผู้เป็นเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาทั้งหลาย ฟ้าฝนเมืองนีจึงชุ่มฉ่ำอยู่เป็นนิตย์ไม่ขาดแคลนด้วยน้ำ ป่ายังอุดมสมบูรณ์

กลดกัมมัฏฐานภาวนาที่สิบสองปันนา

พระอาจารย์กำลังมอบกลัดกัมมัฏฐานให้อุบาสกอุบาสิกาไปกางปฏิบัติธรรมในวันพระที่วัดเชียงป้อม ต.กาดทราย อ.เชียงรุ้ง จ.สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

ภาพเขียนในโบสถ์วัดพระธาตุฮังฮุ้ง

ภาพเขียนในโบสถ์วัดพระธาตุฮังฮุ้ง อ.เชีียงรุ้ง จ.สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นภาพสัญลักษณ์ นกยูง อันเป็นสัญลักษณ์ตราประจำเมืองเชียงรุ้ง อันเป็นเมืองหลวงแห่ง สิบสองปันนา ในบรรพกาล


ภาพเขียนในโบสถ์วัดพระธาตุฮังฮุ้ง อ.เชียงรุ้ง จ.สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนถ่ายเมือ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖ โดย สมลักษณ์ วันโย

พระอาจารย์ปฏิบัติบูชาภาวนาที่วัดพระธาตุฮังฮุ้ง

พระธาตุฮังฮุ้ง


พระอาจารย์พระครูประกาศพุทธพากย์ พระธรรมทูตสายต่างประเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม กรรมการวัดญาณรังษี กรุงวอร์ชิงตัน ดีซี รัฐเวอร์จีเนียร์ สหรัฐอเมริกา กำลังปฏิบัติบูชาภาวนา พระธาตุฮังฮุ้ง เป็นเจดีย์สำคัญแห่งหนึ่งในเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา ซึ่งได้เซ็นต์รับมอบมาจากรัฐบาล และได้มีแม่คำและคณะได้มีศรัทธาบุรณะซ่อมแซมให้ดีดังเดิม นับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในสิบสองปันนาซึ่งเมื่อได้พบกับพระอาจารย์ต่างก็ดีใจ ร้องขอให้พระอาจารย์ช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน ซึ่งพระอาจารย์ก็รับปากจะช่วยเหลือตามกำลังความสามารถ

พระอาจารย์มอบถวายกลดกัมมัฏฐาน

พระอาจารย์ พระครูประกาศพุทธพากย์ ได้มอบถวายกลดกัมมัฏฐานสีขาว เพื่อให้อุบาสกอุบาสิกาได้ใช้ในการบำเพ็ญภาวนา แก่พระอาจารย์ ตุึ๊๊ํเจ้าขง เจ้าอาวาสวัดเชียงป้อม ต.กาดทราย อ.เชียงรุ้ง จ.สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖
จำนวน ๔ ฃุด
มีเจ้าภาพร่วมกันถวายดังต่อไปนี้
๑ นางอิงอร กุลกิจจา
๒ น.ส.สุธาศินี กุลกิจจา
๓ น.ส.นันทนัช กุลกิจจา
๔ นายกรกต กุลกิจจา
๕ นายอรุณ กลิ่นสารี
๖ นายวเรศ กุลกิจจา และครอบครัว
๗ นาย วันนพ กุึลกิจจา และครอบครัว
๘ นาง วรรณี นนทรีย์และครอบครัว
๙ นายวุฒิกร กุลกิจจาและครอบครัว
๑๐ นายธนเดช ชัยเชิดชูวงศ์
๑๑ นาง นันทวัน ชัยเชิดชูวงศ์
๑๒ นายภาณุภณ ชัยเชิดชูวงศ์
๑๓ คุณ สรดิษฏ์ ชัยเชิดชูวงศ์
๑๔ ด.ญ.มนภัสสร ชัยเฃิดชูวงศ์
๑๕ น.ส.พรสรัฐ เขียวอ่อน
๑๖ นางสมพร หอมหวล
๑๗ น.ส.จิราวรรณ แก่นมั่น
๑๘ คุณแดง นิรมล
๑๙ คุณศศินภา นามนิตย์
ขออนุโมทนาในทานมัยที่ได้ถวายกลดกัมมัฏฐานไว้ในพระพุทธศาสนา เพื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ใช้กางเพื่อปกป้องตนจากแมลงและสัตว์อื่นที่จะพึงมาเบียดเบียฬขณะบำเพ็ญภาวนา ขออานิสงส์แห่งการถวายทานนี้ จึงเป็นตบะเดฃะพลวะปัจจัยนิสัยตามส่งจนถึงความพ้นทุกข์ในทุกภพทุกชาติที่เกิดมา ขอจงประสบแต่ความสุข ความเจริญด้วย จตุพิธพรชัยทัี้งสี่คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติตลอดกาลนานเทอญ
ในฐานะผู้เป็นมัคคทายกผู้นำพาในการทำบุญครั้งนี้ ขอทำปัตติทานมัยกุศลอันได้แก่การแบ่งผลแห่งบุญที่ท่านทั้งหลายได้ประกอบกระทำแล้วตามรายนามที่ประกาศนี้ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายไมมีกำหนด ไม่มีประมาณที่เวียนว่าย ตาย เกิด อยู่ในภพน้อยและภพใหญ่ มีขันธ์ ๕ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๑ ตลอดจนผู้มีพระคุณทั้งหลายมี มารดา บิดา อุปัชฌาย์ อาจารย์ ญาติ มิตร สหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทพเจ้าเหล่าเทวาทั้งหลายในสากล จงทราบการให้ส่วนบุญอันเป็นปัตติทานมัยนี้ หากไม่ทราบ ขอเทพยเจ้าทั้งหลายโปรดบอกให้ทราบ เมื่อทราบแล้วจงยินดีและอนุโมทนาเถิด ด้วยการยินดีและอนุโมทนากุศลทั้งหลายทีเราทั้งหลายได้ให้แล้วนี้ ขอท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไมมีภัย ปราศจากโรคาพาธ นิราศจากอุปัทวันตรายทั้งหลายทั้งปวง เมื่อสุขอยู่ขอให้สุขยิ่งๆขึ้นไป เมื่อทุกข์อยู่ขอให้พ้นจากทุกข์ทุกท่านทุกคนเทอญ

สมลักษณ์ วันโย